เด็กมอรามดอทคอม สมาชิกเข้าสู่ระบบ นาฬิกาแฟชั่นผู้ชาย

sideBar



ทำอย่างไรให้ห่างไกลกระดูกพรุน

PDFพิมพ์อีเมล


รายงานขององค์การอนามัยโลก (WHO) พบว่า สถิติผู้ป่วยโรคกระดูกพรุนทั่วโลกเพิ่มขึ้นอย่างมาก และกลายเป็นปัญหาทางสาธารณสุขอันดับ 2 รองจากโรคหัวใจ และโรคหลอดเลือด โดยโรคนี้เกิดขึ้นกับผู้หญิง 1 ใน 3 ที่มีช่วงอายุระหว่าง 60-70 ปี และ 2 ใน 3 ของผู้มีอายุมากกว่า 80 ปี และอายุเฉลี่ยของผู้ที่เป็นโรคกระดูกพรุนเริ่มน้อยลงเรื่อยๆ ทั้งนี้ประมาณการว่า มีผู้หญิงมากกว่า 200 ล้านคนทั่วโลก ต้องทุกข์ทรมานจากโรคนี้

สถานการณ์โรคกระดูกพรุนในเมืองไทยเป็นเรื่องที่พูดถึงกันมานานแล้ว แต่น้อยคนที่จะทราบว่า โรคนี้เป็นภัยเงียบที่อาจส่งผลเสีย และอันตรายถึงชีวิต

**โรคกระดูกพรุนคืออะไร

ศ.เกียรติคุณ นพ.เสก อักษรานุเคราะห์ ผู้อำนวยการศูนย์ฟื้นฟู สภากาชาดไทย และประธานมูลนิธิโรคกระดูกพรุน กล่าวว่า โรคกระดูกพรุน คือ โรคที่เกิดกับกระดูก โดยที่มวลกระดูกมีความหนาแน่นลดลง เพราะมีการสูญเสีย หรือการตายของกระดูกมากกว่าการสร้างกระดูก ทำให้เนื้อกระดูกมีความบาง โปร่ง จนถึงพรุน และแตกหักได้ง่าย ขบวนการสูญเสียมวลกระดูกจะค่อยๆ เกิดขึ้นโดยผู้ป่วยไม่มีโอกาสรู้ตัวมาก่อน และจะทราบว่าได้เป็นโรคนี้ก็ต่อเมื่อกระดูกเกิดการแตกหัก คนไทยจะมีการสูญเสียของเนื้อกระดูกในอัตราเร็วเท่ากับชาวตะวันตก ซึ่งจะมีเนื้อกระดูก 1.08 - 1.09 ก./ตร.ซม. ตอนอายุ 30 ปี ขณะที่คนไทยจะมีเนื้อกระดูกหนาแน่นเต็มที่ (ตอนอายุ 30 ปี เช่นกัน) อยู่ที่ราว 0.97 ก./ตร.ซม. ฉะนั้น คนไทยจึงสูญเสียเนื้อกระดูกถึงจุดหักเองได้เร็วกว่าชาวตะวันตก โดยเมื่อกระดูกบางเหลือ 70% ซึ่ง ณ จุดนี้ ชาวตะวันตกจะมีอายุ 70 ปีขึ้นไป แต่ของคนไทยจะอยู่ที่อายุประมาณ 64-65 ปี เท่านั้น

โรคกระดูกพรุน มีชื่อเรียกอีกหลายชื่อ เช่น กระดูกผุ กระดูกโปร่งบาง เป็นโรคที่กระดูกมีมวล หรือเนื้อน้อยลง ทำให้กระดูกเปราะบาง และแตกหักง่าย โดยโรคนี้จะไม่ปรากฏอาการผิดปกติใดๆ กว่าจะรู้ตัวก็ต่อเมื่อมีการแตกหักของกระดูก แม้ได้รับการกระทบกระแทกเพียงเบาๆ โดยจุดที่มีการแตกหักบ่อยๆ ได้แก่ กระดูกสันหลัง สะโพก และข้อมือ

อาการทั่วไปมักจะเป็นอาการปวดในกระดูก โดยเฉพาะปวดกระดูกสันหลัง ต่อมาเมื่อกระดูกสันหลังเริ่มทรุด จะพบความผิดปกติของกระดูกสันหลังร่วมด้วย เช่น กระดูกสันหลังคด โค้งงอมากขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับตัวเตี้ยลงทุกๆ ปี ถ้าผู้สูงอายุตัวเตี้ยลงปีละ 1 นิ้ว เกิดจากกระดูกสันหลังทรุด และอาการที่มักพบได้บ่อยๆ คือ กระดูกหักง่าย โดยเฉพาะที่ข้อมือ และสะโพกที่หักได้ง่าย บางรายถึงขั้นทุพพลภาพ หรือเสียชีวิต เนื่องจากอาการแทรกซ้อนจากกระดูก


**จะหลีกเลี่ยงได้อย่างไร

การจะหลีกเลี่ยงไม่ให้กระดูกพรุนเมื่อสูงอายุ จะต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตั้งแต่เกิดจนล่วงเข้าสู่วัยชรา โดยแบ่งเป็น 3 ช่วง

*ช่วงแรก-แรกเกิดจนอายุ 30 ปี ช่วงนี้จะต้องส่งเสริมให้คนมีเนื้อกระดูกหนาแน่นมากที่สุด โดยให้ดื่มนม รับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูง และออกกำลังกายอย่างเหมาะสม

*ช่วงหลังอายุ 30 ปี-จะต้องป้องกันไม่ให้สูญเสียเนื้อกระดูกอย่างเต็มที่ โดยการดื่มนมวันละ 500 ซีซี และรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูง ออกกำลังกายกลางแดดวันละ 30 นาที ช่วง 6 โมงเช้า-9 โมงเช้า หรือ 3 โมงเย็น-6 โมงเย็น อาหารที่มีแคลเซียมสูง คือ ปลาร้าสุก กะปิ ปลาป่น กุ้งแห้งป่น พวกผัก และงามีแคลเซียมสูง แต่ร่างกายคนเราย่อยอาหารพวกนี้ไม่ได้ แคลเซียมจากผัก และงาจึงไม่ถูกดูดซึมเข้าร่างกายเลย

*ระยะสุดท้าย-"วัยทอง" เป็นช่วงที่ร่างกายขาดฮอร์โมนเพศ ซึ่งมีหน้าที่อีกอย่างหนึ่งคือ คอยยับยั้งการสลายกระดูก ฉะนั้น เมื่อขาดฮอร์โมนเพศ การสลายกระดูกจึงเพิ่มขึ้นมาก จนทำให้สูญเสียเนื้อกระดูกปีละ 3-5% ช่วงนี้จึงต้องทำการรักษาเต็มที่ คือ ต้องหาทางยับยั้งการสลายกระดูกด้วยยาชนิดต่างๆ และยังต้องดื่มนมวันละ 500 ซีซี ร่วมกับการรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูง ออกกำลังกายกลางแดด วันละ 30 นาที ถ้าไม่สามารถตากแดดได้ ต้องรับประทานวิตามินดีเสริมด้วย นอกจากนี้ ยังมีวิตามินซี บี6 และเค 2 ที่จะช่วยในการสร้างกระดูกด้วย

**การดูแลตัวเองให้ห่างไกลโรคกระดูกพรุน

1.ต้องเสริมสร้างกระดูกตั้งแต่เด็ก วัยรุ่น และวัยหนุ่มสาว ให้มีความหนาแน่นมากที่สุด จะทำให้หลีกเลี่ยงโรคกระดูกโปร่งบางในวัยสูงอายุได้

2.ต้องออกกำลังกายเป็นประจำ เช่น เดิน เต้นแอโรบิก สามารถกระตุ้นให้กระดูกแข็งแรงได้ ในขณะเดียวกัน การยกน้ำหนัก หรือการใช้เครื่องมือออกกำลังกล้ามเนื้อ จะทำให้ทั้งกล้ามเนื้อ และกระดูกแข็งแรง

3.ต้องรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมให้เพียงพอ โดยเฉพาะการดื่มนม ควรดื่มนมตั้งแต่เกิดจนตลอดชีวิต รวมถึงรับประทานอาหารให้ครบหมวดหมู่ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมาก ควรหลีกเลี่ยงการจำกัดอาหารตั้งแต่เด็ก หนุ่มสาวควรหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ และดื่มเหล้าโดยเด็ดขาด

**ปัจจัยที่ทำให้กระดูกบาง

ปัจจัยที่ทำให้กระดูกเสื่อมคุณภาพ แบ่งออกเป็น 2 ปัจจัย คือ

*ปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้

เพศ เพศหญิงกระดูกบางได้เร็ว และมากกว่าเพศชายถึง 5 เท่า เพราะเพศหญิงมีโครงสร้างกระดูกที่บาง และเบากว่า นอกจากนี้ เมื่อผู้หญิงขาดฮอร์โมนเพศในช่วงระยะเวลาหมดประจำเดือน จะยิ่งทำให้ร่างกายสูญเสียเนื้อกระดูกได้เร็วมากขึ้น ขนาดตัว ผู้หญิงที่มีรูปร่างบอบบาง กระดูกเล็ก จะเสี่ยงต่อการมีกระดูกบางมาก และบางเร็วกว่าผู้หญิงที่รูปร่างใหญ่ ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่า ผู้ที่มีน้ำหนักตัวมาก จะไม่เสี่ยงต่อการมีกระดูกบาง แต่คนผอมจะกระดูกบางกว่า

กรรมพันธุ์ ผู้หญิงที่พ่อแม่มีประวัติกระดูกสันหลังพรุน และทรุดทั้ง 2 ฝ่าย มีแนวโน้มที่จะมีความหนาแน่นของกระดูกต่ำ

อายุ ยิ่งอายุยืน กระดูกจะบางมากขึ้น แต่อัตราการสูญเสียเนื้อกระดูกในแต่ละคนจะแตกต่างกันไป โดยเพศหญิงอายุ 50 ถึง 80 ปี อัตราการสูญเสียเนื้อกระดูกจะเพิ่มขึ้นจาก 15% ไปจนถึง 50% ได้

เชื้อชาติ ชาวเอเชีย เป็นเชื้อชาติที่มีปัจจัยเสี่ยงของโรคกระดูกบางมากกว่าชนชาติแอฟริกัน โดยพบอัตรากระดูกสะโพกหักมากกว่าถึง 2 เท่า

*ปัจจัยที่ควบคุมได้

ระดับฮอร์โมน ฮอร์โมนเอสโตรเจน และเทสโทสเตอโรน เป็นฮอร์โมนที่ช่วยป้องกันการสูญเสียเนื้อกระดูก หากระดับฮอร์โมนทั้ง 2 ต่ำ จะเกิดโรคกระดูกบางได้ ซึ่งสามารถแก้ไขได้ด้วยการให้ฮอร์โมนทดแทน 
อาหาร หากรับประทานอาหารที่มีปริมาณแคลเซียม และวิตามินดีต่ำ จะเป็นอันตรายต่อคุณภาพของกระดูก ในขณะเดียวกัน ถ้าหากรับประทานอาหารประเภทโปรตีน ใยกากอาหารจากผัก และเกลือโซเดียมมากเกินไป จะทำให้ปริมาณการดูดซึมแคลเซียมของลำไส้ลดลง เป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคกระดูกบางได้

แคลเซียม เป็นแร่ธาตุที่ร่างกายต้องการตลอดชีวิต เพื่อสร้าง และบำรุงกระดูกให้แข็งแรง

วิตามินดี ช่วยในการดูดซึมแคลเซียม และนำแคลเซียมเข้าไปสร้างกระดูก

โปรตีน ส่วนใหญ่มาจากเนื้อสัตว์ นม ผัก และธัญพืช ผู้หญิงควรรับประทานประมาณวันละ 44 ก. ผู้ชายวันละ 56 ก. เพื่อช่วยซ่อมแซมเนื้อเยื่อต่างๆ ในร่างกาย

ใยอาหาร ใยกากอาหารที่อยู่ในผัก และธัญพืช ไม่มีผลต่อการดูดซึมแคลเซียม แต่ผักบางชนิด เช่น ผักโขม สปินนิช และโกฐน้ำเต้า ซึ่งมีไฟเตทและออกซาเลทมาก จะกักไม่ให้แคลเซียมดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย

การออกกำลังกาย ถ้ามีแรงกด แรงดึงกระดูกโดยกล้ามเนื้อ จะช่วยป้องกันไม่ให้สูญเสียแคลเซียมจากกระดูก และยังช่วยสร้างเนื้อกระดูกด้วย

แนวทางการดำเนินชีวิต การสูบบุหรี่เป็นอันตรายต่อกระดูก โดยเฉพาะผู้หญิง บุหรี่จะทำให้ระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนต่ำกว่าปกติ โดยเฉพาะคนที่อยู่ในวัยทองจะมีผลมากยิ่งขึ้น

กาแฟ เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดโรคกระดูกบาง

เหล้า ดื่มเหล้าเพียงวันละ 2 ออนซ์ มากเพียงพอที่จะทำให้กระดูกบางได้ทั้งชาย และหญิง หนุ่มสาว หรือวัยสูงอายุ พวกที่ดื่มเหล้าจัดจะทำให้กระดูกบางมาก เพราะพวกนี้จะขาดสารอาหาร และหกล้ม หรือเกิดอุบัติเหตุได้ง่ายเพราะความมึนเมา โอกาสกระดูกหักจะมีมากกว่าคนอื่น

แคลเซียม แคลเซียมเป็นแร่ธาตุที่มีความสำคัญยิ่งต่อร่างกาย เพราะร่างกายไม่สามารถสร้างแคลเซียมเองได้ จึงจำเป็นต้องได้รับจากอาหาร หน้าที่ของแคลเซียม คือ เสริมสร้างการเจริญเติบโต และความแข็งแรงให้กับกระดูก สามารถป้องกันโรคกระดูกพรุนได้ โดยการสะสมความหนาแน่นของกระดูกให้ได้ระดับสูงสุดก่อนอายุ 30 ปี และยิ่งอายุมากขึ้น ยิ่งต้องทำให้ร่างกายได้รับแคลเซียมอย่างเพียงพอ เพื่อชะลออัตราการสูญเสียเนื้อกระดูก

นอกจากนี้ แคลเซียมยังมีส่วนช่วยในการทำงานของเซลล์ระบบประสาท และสมอง การทำงานของกล้ามเนื้อให้เป็นปกติ ช่วยในการแข็งตัวของเลือด รวมถึงการช่วยลดปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรคความดันโลหิตสูงด้วย ในแต่ละวัน ร่างกายคนเราจะมีการละลาย
แคลเซียมจากกระดูกประมาณ 250-300 มก. โดยขับออกทางเหงื่อ ปัสสาวะ และอุจจาระ ดังนั้น จึงควรรับประทานแคลเซียมให้เพียงพอกับจำนวนที่ถูกละลายออกมา

feed0 Comments

Write comment
 
 
quote
bold
italicize
underline
strike
url
image
quote
quote
smile
wink
laugh
grin
angry
sad
shocked
cool
tongue
kiss
cry
smaller | bigger
 

security image
Write the displayed characters


busy

ข่าวรอบวัน

สาระน่ารู้

ข่าวการศึกษา